เล่นแล้วเล่นอีก!!! ส่องเกมยุคใหม่ที่วัดกันด้วย Replay Value

ไลฟ์สไตล์

by Maxrio



18 พ.ค. 2560 : 10.03 น.

การเล่นเกมเพื่อให้จบ และก็หมดแค่นั้นขายแผ่นทิ้ง มันไม่ใช่แนวทางของตลาดเกมยุคใหม่อีกต่อไปแล้ว

เพราะปัจจุบันราคาแผ่นเกมหรือแม้แต่ดิจิทัลดาวน์โหลดค่อนข้างสูง การซื้อเกมราคา 1,890 บาท เพื่อมาเล่น 3 ชั่วโมงจบและก็เอาแผ่นขึ้นหิ้งหรือโยนทิ้งเป็นจานร่อนมันไม่เวิร์คอีกต่อไป คอเกมต่างคาดหวังว่ามันจะมีคอนเทนต์อะไรที่มากกว่านั้นเพื่อให้เขาหยิบเกมนั้นๆ มาเล่นได้เรื่อยๆ

หลายค่ายเกมจึงได้ผุดไอเดียมาแข่งขันกันเพิ่มคุณค่าการนำกลับมาเล่นใหม่ หรือ Replay Value ให้กับเกมตัวเองกันใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความท้าทาย เช่นการเพิ่มความยากไปเรื่อยๆ ทุกรอบที่เล่นจบ หรือการทำฉากจบหลากหลายรูปแบบให้ผู้เล่นไปตามเก็บให้ครบ หรือกระทั่งการเปิดสมุดสะสมของในเกมที่แน่นอนว่าคนเล่นก็อยากจะเอามาให้ครบ 100%

แต่ถ้าคุณยังเลือกไม่ถูก ว่าจะซื้อเกมไหนดีกันนะที่มี Replay Value สูงๆ เกมประเภทนี้ซื้อมาแล้วคุ้ม เราจึงคัดเลือกมาให้แล้ว 5 เกมที่รับรองว่าหยิบมาเล่นได้ไม่รู้จบ เล่นกันยาวๆ


1. Nier Automata
คงไม่ต้องพูดอะไรกันมากแล้วสำหรับบร๊ะลานุภาพการทำลายล้างของคาแรคเตอร์ดีไซน์เกมนี้ หุ่นสาวน้อย 2B และบั้นท้ายของเธอที่จัดว่างานดีทำเอามีคนไปแต่งตัวคอสเพลย์ตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง

จุดที่ทำให้เกมนี้เล่นได้หลายรอบก็คือ มันมีฉากจบหลักตั้งแต่ A-Z 27 แบบด้วยกัน เราต้องเล่นเกมอย่างน้อยๆ 3 รอบ กว่าจะเก็บได้ครบ ดีไม่ดีจะมากกว่านั้น แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่ทำให้เราเปิด Nier Automata เล่นนั้นอาจเป็นแอนดรอยสาวทรงสเน่ห์ทั้ง 2B และ A2 ก็เป็นได้


2. The Witcher 3
ยอมรับตามตรงเลยว่าผู้เขียนซื้อเกมนี้มาหลายเดือนมากแล้ว แต่ก็ยังดำเนินเกมไปได้ไม่ไม่ถึง30 เปอร์เซ็นต์เลย

หากจะพูดว่า Replay Value ของ The Witcher 3 อยู่ที่เควสยิบย่อยที่เหมือนจะไม่มีวันหมดก็คงพูดได้ ในขณะที่คุณกำลังทำเควสหลักอยู่ ระหว่างทางไปเจอชาวบ้านแล้วคุณแวะคุยล่ะก็ คุณจะได้เควสย่อยกลับมาอีก 3-4 เควสแน่นอน แถมมีระบบ NG+ ตามปกติทั่วไปของเกมยุคนี้ได้เช่นกัน และยิ่งถ้าซื้อตัว Game of the year edition ที่รวม DLC ทั้งหมดไว้แล้ว มันจะะยิ่งทำให้คุณวางมือไม่ลง (แว่วมาว่า Netflix จะทำเรื่องราวเกมนี้ที่โครงมาจากนิยายโปแลนด์เป็นซีรีย์แล้วด้วย)


3. Super Robot Wars V
แม้ข้อเสียข้อเดียวของเกมนี้คือนักบินสาวๆ ไม่เด้งตามแบบฉบับสงครามหุ่นเหล็กที่จัดเซอร์วิสแฟนๆ มาโดยตลอด (ม่ายยยย) แต่หลายสิ่งหลายอย่างของ SRW V มันก็ดึงดูดให้เราต้องเล่นเกมนี้อย่างต่ำ 4 รอบ อยู่ดี

นอกเหนือจากความฟินที่เราจะได้สร้างกองทัพซีรีย์หุ่นที่เราชื่นชอบแล้ว เกมยังแบ่งเส้นทางออกเป็นหลาย Route จะอยู่บนโลกหรือขึ้นอวกาศ จะไปช่วยกันดัมหรือเป็นกองหนุนมาชินก้า แน่นอนว่าสำหรับสาวกหุ่นเหล็ก การพลาดเรื่องราวที่ไม่ได้เล่นในรอบแรก เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้เด็ดขาด ต้องตามเก็บให้ครบ อ้อ รอบ 3 ขึ้นไป สามารถอัพเกรดหุ่นได้ถึง 15 ช่อง เพิ่มความเจ๋งไปอีกขั้น


4. Persona 5
ถ้าในแง่เกมเพลย์ สำหรับสายทั่วไปอาจจะไม่ได้ซีเรียสอะไรกับมันมากนัก แต่ถ้าเป็นเกมเมอร์ที่ใส่ใจรายละเอียดล่ะก็ เกมนี้ เล่นได้ทะลุ 100-200 ชั่วโมงได้แน่นอน

บทพูดที่เยอะ แต่สำคัญสำหรับผู้ที่อยากเก็บรายละเอียด การจีบสาวให้ครบทุกคน การจับมอน การผสม Persona ให้ครบทั้งหมด และอัพเลเวลเต็มเก็บไว้ชื่นชม เหล่านี้ล้วนทำให้ Persona 5 ควรค่าแก่การเล่นแล้วเล่นอีก ซึ่งบางทีคุณอาจไม่ต้องขึ้น NG+ ก็ได้ เพราะกว่าคุณจะเล่นรอบแรกจบ น่าจะกินเวลานานพอสมควร และความท้าทายในรอบที่สองอาจลดลงไปบ้างเนื่องจากเลเวลที่สูงแล้วของผู้เล่นนั่นเอง


5. Fallout 4
โลกยุคหลังสงครามนิวเคลียร์อันน่าหดหู่ Fallout 4 ถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างมีคลาส ว่าท้ายสุดมนุษย์ยังคงมีสิ่งที่เรียกว่าความหวัง และเรื่องราวระหว่างนั้นมันทำให้เราอยากหยิบมาเล่นใหม่อย่างต่ำ 3 ครั้ง

เรื่องราวในเกมคุณจะเลือกได้ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน และแน่นอนว่าถ้าคุณเลือกเมื่อไร งานของคุณคือทำลายล้างอีกฝ่ายทันที และถ้าจำไม่ผิด มันมีตัวเลือกให้คุณถึง 3-4 ฝ่ายด้วยกัน ซึ่งก็แน่นอนว่าอย่างต่ำเลย 4 รอบ ที่คุณต้องเล่นแล้วเลือกฝ่ายแตกต่างกันเพื่อเสพเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันหลายแบบ ระดับซีรีส์มาสเตอร์พีซ Fallout ไม่มีทำให้ผิดหวังอยู่แล้ว

อันที่จริงเกมที่เราหยิบมาเล่นได้ไม่รู้จบนั้นมีอีกหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นเกมมัลติเพลย์เยอร์ พวกเกมกีฬาทั้งหลาย ซึ่งขอไม่พูดถึงดีกว่าเพราะมันเป็นรูปแบบเกมที่ต้องแข่งขันกัน 

คราวหน้าถ้ามีเรื่องราวน่าสนใจของวงการเกมก็จะนำมาฝากกันอีกแน่นอน

สกู๊ปพิเศษ