ตามรอยพ่อ ตะลุยเที่ยว 5 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพ่อหลวง ร.9

กิน เที่ยว ช้อป

by Kame



14 ธ.ค. 2559 : 17.54 น.

ตะลุยเที่ยวตามรอยพ่อ...สัมผัสบรรยากาศดีต่อใจ 5 สถานที่ท่องเที่ยวโครงการอันเนื่องมากจากพระราชดำริของพ่อหลวง

เรียบเรียงโดย : KAME-TVBento

หากจำกันได้ก่อนหน้าเรามีโอกาสแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวโครงการหลวง พร้อมแนะนำ สถานที่เลือกซื้อหาผลิตภัณฑ์คุณภาพจากโครงการหลวง ไปบ้างแต่เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ เพราะยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ของพ่อให้เราได้ตามรอยพ่อเที่ยวกันอีกเพียบ แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้

ยิ่งใกล้จะเข้าสู่โค้งสุดท้ายปีเก่าตอนรับปีใหม่ 2560! สำหรับใครยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน วันนี้ TVBento ขออนุญาตแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวบรรยากาศดีต่อใจฝากไว้ในอ้อมใจคนรักนักเที่ยวกันสักหน่อย กับเส้นทางท่องเที่ยวโครงการหลวงตามรอยพ่อ

ครั้งนี้พิเศษกว่าทุกทีเพราะเราจะพาไปตะลุยเที่ยวโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทุกโครงการเกิดขึ้นจากความรักและความห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง สะท้อนผ่านการทรงงานอย่างหนักตลอด 70 ปีที่ผ่านมา เพื่อหวังให้เราทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน ว่าแต่วันนี้จะเป็นที่ไหนตามไปดูกันเลย...

โครงการชั่งหัวมัน

ขอบคุณภาพจาก :  เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เริ่มต้นออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่เขาบอกว่าเป็นบ้านของพระราชา นั้นก็คือ โครงการชั่งหัวมัน เป็นบ้านพักส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช สถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งโครงการตามแนวพระราชดำริที่เกิดขึ้นจากความเอาพระราชหฤทัยใส่ของพ่อหลวง ที่ทรงมีต่อราษฎรให้สามารถนำแนวทางไปดัดแปลงใช้อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผืนดินของตนเอง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินจากราษฎรบริเวณใกล้อ่างเก็บน้ำหนองเสือ บ้านหนองคอไก่ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ประมาณ 250 ไร่ แต่เดิมผืนดินบริเวณนี้แห้งแล้ง ประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ จึงมีพระราชดำริให้ใช้พื้นที่ทั้งหมดจัดทำเป็นโครงการตัวอย่างแบบบูรณาการด้านการเกษตรและปศุสัตว์ ภายใต้ชื่อ "โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ

โดยสร้างถนน อ่างเก็บน้ำ อาคาร ติดตั้งระบบไฟฟ้า พัฒนาปรับปรุงและปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นแปลงปลูกพืชผัก ผลไม้ และสัตว์เลี้ยง ขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยคาดหวังว่าอนาคตที่นี่จะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรที่สมบูรณ์แบบสำหรับประชาชน และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี

ฤดูกาลท่องเที่ยว : สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

การเดินทาง กรุงเทพฯ – โครงการชั่งหัวมัน

จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ผ่านจังหวัดนครปฐม ราชบุรี ผ่านตัวเมืองเพชรบุรีไปประมาณ 20 กิโลเมตร ขับผ่านสี่แยกไฟแดงท่ายางมาประมาณ 4 กิโลเมตร พบทางแยกขวามือ ให้เลี้ยวขวาไปอีก 15 กิโลเมตร แล้วตรงไปสะพานสามแยกไปทางเขาลูกช้าง จากจุดนี้มีป้ายบอกไปโครงการชั่งหัวมัน ให้ขับตามป้ายไปราว 20 กิโลเมตร ถึงจุดหมายปลายทางที่โครงการชั่งหัวมัน

ศูนย์ศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน

ขอบคุณภาพจาก : เว็บไซต์ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศูนย์ศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน ในอดีตพื้นที่เดิมในบริเวณนี้เป็นเนื้อดินเป็นทราย ขาดความอุดมสมบูรณ์ มีการชะล้างพังทลายของดินสูง ดินรองรับน้ำได้น้อย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช มีแนวพระราชดำริกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ โดยจัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น 

โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นแหล่งรวบรวม ศึกษา ทดลอง วิจัย และพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ทางการเกษตรให้เป็นศูนย์ด้านเกษตรกรรมที่สมบูรณ์แบบด้วยวิธีการเกษตรแผนใหม่ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ ฟื้นฟูสภาพป่า การพัฒนาที่ดิน การวางแผนปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสพึ่งพาตนเองได้ อีกทั้งยังจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตและเป็นศูนย์รวมการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ ถือเป็นต้นแบบแนวทางและตัวอย่างในการพัฒนาให้แก่พื้นที่อื่นได้อย่างยั่งยืน ในปัจจุบันกลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างแวะเวียนเข้ามาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก

ฤดูกาลท่องเที่ยว : สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

การเดินทาง กรุงเทพฯ – ศูนย์ศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน

จากกรุงเทพ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 304 ไปทางมีนบุรี มุ่งสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร จากตัวเมืองฉะเชิงเทราใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 304 ไปทางอำเภอพนมสารคาม บริเวณกิโลเมตรที่ 51 - 52

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน

ขอบคุณภาพจาก : theTripPacker

ย้อนไปเมื่อครั้งในอดีตก่อนจะกลายมาเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อย่างทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช มีพระราชดำริแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เมื่อ พ.ศ. 2524 ความว่า “…ให้พิจารณาพื้นที่เหมาะสม จัดทำโครงการพัฒนาอาชีพการประมงและการเกษตรในเขตที่ดินชายฝั่งทะเลจันทบุรี…”

ซึ่งต่อมาทางจังหวัดจันทบุรีและหน่วยงานต่างๆ ได้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ขึ้นมาเพื่อดำเนินการศึกษา สาธิต และพัฒนาที่ดินชายฝั่งทะเลอ่าวคุ้งกระเบนและพื้นที่ใกล้เคียง ด้วยการวางแผนพัฒนาจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เหมาะสมและยั่งยืนอย่างมีระบบ

ตั้งแต่การศึกษาทดลอง วิจัย ทดสอบ สาธิต ขยายผล และการบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสู่ประชาชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นศูนย์กลางในการอบรมเผยแพร่ผลการศึกษา การจัดการทรัพยากรชายฝั่ง พัฒนาด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิต ตลอดจนพัฒนากิจกรรมอื่นๆ แบบบูรณาการควบคู่ไปด้วย

พร้อมทั้งอนุรักษ์ฟื้นฟูและจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศ ส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับศักยภาพเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน เป็นการท่องเที่ยวเชิงพัฒนาที่นอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินแล้ว ยังสามารถนำไปปฏิบัติตามได้ ซึ่งปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่โหยหาธรรมชาติต่างแวะเวียนมาไม่ขาดสาย

ฤดูกาลท่องเที่ยว : สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

การเดินทาง กรุงเทพฯ – ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน

จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าสู่จังหวัดจันทบุรี จนถึงช่วงหลักกิโลเมตรที่ 301-302 ให้เลี้ยวขวาที่เเยกหนองสีงา จากนั้นวิ่งตรงเข้ามาตามเส้นทางหลักเรื่อยๆ อีกประมาณ 27 กิโลเมตร ซึ่งจะผ่านทั้งวัดวังหิน วัดรำพัน วัดท่าศาลา และเมื่อถึงทางแยกที่ตัดกับทางจะไปหาดคุ้งวิมาน ก็ให้เลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าตรงไปสักระยะจะมีป้ายบอกจุดหมายคือศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอยู่เป็นระยะ

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

ขอบคุณภาพจาก : เว็บไซต์ technologychaoban

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งในอดีต ลุ่มน้ำปากพนัง เคยเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เปรียบเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สภาพดินมีปัญหา นิเวศแหล่งน้ำขาดสมดุล เกิดปัญหาอุทกภัย น้ำเค็มรุกเข้าไปในแม่น้ำปากพนัง ทำให้ชาวบ้านใช้น้ำในการอุปโภค บริโภคไม่ได้ เกิดปัญหาของดินเปรี้ยวรวมทั้งน้ำเน่าเสียจากพื้นที่ทำนากุ้ง ไหลลงสู่ลำน้ำต่างๆ จนไม่สามารถนำน้ำไปใช้ในการเพาะปลูกได้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนสู่พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอีกครั้ง

ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้ราษฎรในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่และยั่งยืน มีการน้ำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำมาใช้  มีการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นเป็นการสร้างรายได้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินให้แก่เกษตรกรได้มีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาทรัพยากรที่ดินอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ส่งเสริมการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตข้าวและการเกษตรในพื้นที่โครงการฯ ให้เป็นแหล่งผลิต พันธุ์พืชที่เคยเป็นมาในอดีตให้กลับคืนมาสู่ลุ่มน้ำปากพนังอย่างยั่งยืน และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามขึ้นชื่อของจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน

ฤดูกาลท่องเที่ยว : สามรถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

การเดินทาง กรุงเทพฯ – โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำาปากพนัง

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี - ปากท่อ) เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จนถึงชุมพร แล้วเปลี่นมาใช้ทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านอำเภอทุ่งสง อำเภอร่อนพิบูลย์ จนถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช จากตัวเมืองนครศรีธรรมราช ไปตามเส้นทางนครศรีธรรมราช-ปากพนังประมาณ 26 กิโลเมตร ถึงสามแยกใกล้ทางไปสะพานปลาให้เลี้ยวขวาไปทางสะพานปากพนัง ก่อนขึ้นสะพาน ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตรภึงสี่แยกเลี้ยวขวาไปตามถนนปากพนัง-เชียรใหญ่ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำาปากพนัง

โครงการพัฒนาดอยตุง

ขอบคุณภาพจาก : เว็บไซต์ chiangraifocus.com

"ฉันจะปลูกป่าดอยตุง" พระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ที่ในเวลาต่อมาได้ก่อตั้งเป็นโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยพระองค์ทรงได้รับ แรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยทรงสังเกตเห็นว่าชาวไทยภูเขาส่วนใหญ่ยากจนและขาดโอกาสในการดำเนินชีวิต

พระองค์จึงมีพระราชปณิธานริเริ่มทำเป็นโครงการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมป์ เพื่อขยายผลการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ให้มีความรู้ มีอาชีพ สามารถเลี้ยงตัวเองได้ พร้อมกับพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เคยเสื่อมโทรมบนดอยตุงให้กลับมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการปลูกป่าและส่งเสริมให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างมีจิตสำนึกและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

นับเป็นอีกหนึ่งโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ใช่แค่การปลูกพืชทดแทน แต่เป็นการพัฒนาที่มีความหลากหลายในการดำรงชีวิตที่ทำได้จริง โดยเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้ชุมชนดอยตุงสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในวันนี้ โครงการพัฒนาดอยตุง ถูกพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามของเมืองไทยในทุกวันนี้

ฤดูกาลท่องเที่ยว : สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

การเดินทาง เชียงราย - โครงการพัฒนาดอยตุง

จากอำเภอเมืองเชียงรายไปตามทางหลวงหมายเลข 110 (เชียงราย-แม่สาย) ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร ถึงหลักกิโลเมตรที่ 870-871 มีป้ายบอกทางแยกซ้ายพระตำหนักดอยตุง ระยะทางอีก 17 กิโลเมตร

ต้องบอกว่ายังมีโครงการหลวงให้เราได้ตามรอยพ่อไปท่องเที่ยวอีกเพียบ ใครมีสถานที่ท่องเที่ยวดีต่อใจที่ไหนลองมาแนะนำกันดูจ้า โอกาสหน้า TVBento จะพาไปเที่ยวที่ไหนอย่าลืมมาติดตามกัน...

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก : เว็บไซต์ edtguide / เว็บไซต์ เรารักพระเจ้าอยู่หัว

สกู๊ปพิเศษ